ช่วงสิ้นปีที่เพิ่งผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนคนหนึ่งบนเกาะชวา ของประเทศอินโดนีเซีย เลยถือโอกาสแวะผ่านไปที่บาหลีซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะชวา ระหว่างเกาะสองเกาะนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยเรือเฟอรี่ข้ามไป-มาโดย ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจมากกับบรรยากาศ วัฒนธรรม และภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะเทพเจ้าแห่งนี้ (Island of Gods) อ้าว... ทำไมถึงเรียกเกาะบาหลี ว่าเกาะเทพเจ้าล่ะ ต้องลองอ่านต่อไปนะครับ ชาวบาหลีมีการดำเนินชีวิตแบบผสมผสานระหว่างสมัยใหม่และสมัยเก่าได้อย่างแนบ เนียน โดยมิหลงลืมวิถีชีวิต จารีต ประเพณี ที่ถูกสืบทอดต่อกันมา แม้จะมีเวลาอยู่บนเกาะบาหลีเพียงไม่กี่วันก็ตาม ผู้เขียนสามารถรับรู้ถึงความรักที่ชาวบาหลีมีต่อเทพเจ้า ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หากใครกำลังมองหาสถานที่ที่หนึ่ง ที่จะไปช่วงวันวาเลนไทน์หรือช่วงสงกรานต์ที่จะมาถึง ผู้เขียนขอเสนอว่า บาหลีเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่จะเติมเต็มความรักระหว่างคนสองคนได้อย่างวิเศษ ที่สุด

เกาะเทพเจ้า หรือ เกาะบาหลี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รู้จักกันมานานแล้วโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่มักนิยม เดินทางมาท่องเที่ยวกันอย่างล้นหลามทุกปี ชาวเกาะหรือชาวบาหลี แต่เดิมอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเกาะชวาเพราะด้วยประสบปัญหาสงครามศาสนาอย่าง รุนแรง ดังนั้นชาวเกาะส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจึงนับถือศาสนาฮินดู หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นชาวฮินดู จึงมีการนับถือเทพเจ้ามากมายหลายพระองค์ และอย่างเคร่งครัดด้วย นักท่องเที่ยวที่มาจะพบว่า ชาวบาหลีมักนิยมสร้างรูปปั้นเทพเจ้า หรือที่บูชาเทพเจ้า เอาไว้หน้าบ้านหรือภายในรั้วทุกหลัง แม้แต่ตามถนนหนทาง ตามสี่แยกต่างๆ ก็มีการตั้งรูปปั้นเทพเจ้าไว้ทุกแห่งหน ผู้เขียนเองก็ไม่รู้จักว่า องค์นี้เทพเจ้าอะไรบ้าง เพราะเยอะจริงๆ ด้วยเหตุนี้เอง เกาะบาหลีจึงได้รับสมญานามว่า เกาะเทพเจ้า นั่นเอง
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะยอมรับว่า ชาวบาหลี มีความสามารถที่โดดเด่นในเรื่องศิลปะอย่างมาก ที่สามารถสรรค์สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวสไตล์บาหลีออกมาได้อย่างสวยงาม ดูได้จากบ้านแต่ละหลังจะถูกออกแบบหรือมีการตกแต่งเอาไว้ไม่เหมือนกัน สุดแล้วแต่เจ้าของบ้านจะคิดออกแบบ หยิบโน่นหยิบนี่เข้ามาใส่ แต่จุดที่เหมือนกันเห็นจะเป็นการรักษาจารีตประเพณีหรือความเชื่อแบบดั้งเดิม อย่างเช่น ประตูบ้าน หน้าต่างบ้านจะต้องวัดด้วยศอกหรือแขนของเจ้าของบ้าน ดังนั้น ประตูบ้านแต่ละบ้านจะมีขนาดไม่เท่ากัน สุดแล้วแต่ขนาดร่างกายของเจ้าของ ดังนั้น ถ้าใครคิดจะหาซื้อวงกบสำเร็จรูปกลับ แน่นอนว่าไม่มีขายต้องสั่งทำเท่านั้น กลับมาที่ของตกแต่งบ้าน ที่บาหลีมีตลาดหรือร้านรวงให้เลือกซื้อของตกแต่งบ้านอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระเบื้องลวดลายต่างๆ รูปปั้น รูปแกะสลักจากหิน หรือไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ผ้าบาติก ภาพวาด โคมไฟและอุปกรณ์สำหรับเทียนหอมและสปาอีกมากมาย ที่ บ้านเราไปลอกเลียนแบบเขามาก็เห็นจะเป็นกระเบื้องผนังลายดอกลั่นทมหรือรีราว ดี ที่พักแต่ละแห่งจึงมีของพวกนี้ประดับประดาเอาไว้ตามสไตล์บาหลีทำให้ผู้ที่มา พักประทับใจ บางคนหลงใหลจนต้องหาซื้อกลับไปเลย

ผู้เขียนเลือกที่จะพักในเมืองอุบุดและเช่ารถขับเที่ยวแล้วกลับมานอนในเมือง ซึ่งสถานที่เที่ยวสำคัญๆ ของบาหลี ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับทางศาสนาฮินดู เพื่อเป็นการเคารพสถานที่นักท่องเที่ยวต้องระวังเรื่องเสื้อผ้า ไม่ควรใส่กระโปรงหรือกางเกงขาสั้น และมักจะเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมทุกที่ กฏของ วัดที่บาหลีก็คือทุกคนที่เข้าวัดจะต้องนุ่งผ้าแบบผ้านุ่ง หรือบางแห่งก็แค่มีผ้าคาดเอว ส่วนผู้หญิงถ้าใส่กางเกงขายาว หรือนุ่งกระโปรงไม่ต้องนุ่งก็ได้ มิเช่นนั้นต้องเสียค่าเช่าผ้านุ่ง ที่แรกที่ผู้เขียนได้ไปเยือน เรียกว่า Pura Ayung เป็น วัดที่มีเจดีย์สูงๆหลายอัน เรียงตัวกันเป็นทิวแถวคล้ายต้นสน ด้านล่างใกล้ๆ มีศาลาหรือปรัมพิธีสำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งหมดจะอยู่ภายในกำแพงเตี้ย ที่น่าสังเกต เขาจะสร้างเจดีย์เป็นคู่ๆ หรือแม้แต่สิ่งอื่นๆ ก็จะมีเป็นคู่ๆ ด้วย ที่นี่เสียค่าเข้าชมคนละ 3500 Rp. ถัดมาเป็นวัดที่ขึ้นชื่อมาก Tanah lot เป็น วัดที่ติดริมทะเล ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่นอกฝั่ง ถูกลม ฝน และกระแสน้ำซัดจนเกิดเป็นร่องรอยที่สวยงามราวกับงานแกะสลัก ด้านล่างที่เห็นเป็นถ้ำ เล่ากันว่า เป็นถ้ำน้อยใหญ่ที่มีงูศักดิ์สิทธิ์ (งูเทพเจ้า) คอยปกปักรักษา มีบางส่วนตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ช่วงที่น้ำทะเลลงนักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามไปชมได้ และมีสวนหย่อมพักผ่อนดับร้อนจากเปลวแดดยามบ่ายได้ เหมาะกับการนั่งชมพระอาทิตย์ตก วัด นี้อนุญาตให้เข้าได้เฉพาะผู้ที่มาสักการะเท่านั้น นักท่องเที่ยวจะถูกจำกัดพื้นที่ให้ชมตามบริเวณที่จัดไว้บนเนินเขา ซึ่งก็จะได้เห็นทัศนียภาพที่งดงามที่สุด





No comments:
Post a Comment